"เหล็กพิเศษ" สินค้ายุทธศาสตร์จีน ยกระดับคุณภาพสู่วัสดุหลักในอุตสาหกรรมขั้นสูง

05 มกราคม 2569
"เหล็กพิเศษ" สินค้ายุทธศาสตร์จีน ยกระดับคุณภาพสู่วัสดุหลักในอุตสาหกรรมขั้นสูง
  • จีนกำลังปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กโดยเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณ ไปสู่การผลิต "เหล็กพิเศษ" คุณภาพสูงซึ่งเป็นสินค้ายุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอากาศยาน
  • การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และแก้ปัญหาผลผลิตเหล็กทั่วไปล้นตลาดจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์
  • รัฐบาลจีนสนับสนุนการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เตาไฟฟ้า (EAF) และกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและกฎระเบียบการค้าโลก
  • นโยบายดังกล่าวส่งผลให้จีนเร่งระบายเหล็กออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันต่อผู้ผลิตเหล็กในไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเข้ารายใหญ่

เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน รายงานว่า อุตสาหกรรมเหล็กพิเศษจีน กำลังกลายเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศ เนื่องจากเหล็กประเภทนี้มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ อุตสาหกรรมอากาศยาน พลังงานสะอาด เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเหล็กพิเศษในฐานะ “สินค้ายุทธศาสตร์” เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

ในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการเหล็กทั่วไปในจีนลดลงจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รัฐบาลจีนจึงมีแผนเร่งปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กในปี พ.ศ. 2568-2569 โดยมุ่งเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณไปสู่การยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยี เช่น การสนับสนุนการผลิตเหล็กผ่านเตาไฟฟ้า (electric-arc furnace, EAF) และกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (low-carbon / green steel) เพื่อทดแทนการผลิตโดยใช้เตาหลอมถ่านหินในระบบดั้งเดิม (blast-furnace / basic-oxygen furnace) เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ

สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีนขณะเดียวกันก็ผลักดันเหล็กพิเศษให้เป็นวัสดุหลักในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศจีน

แนวโน้มในอนาคต หากจีนสามารถส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเหล็กคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งการรีไซเคิลเศษเหล็ก (scrap steel) และวัสดุโลหะผสมเฉพาะทาง (special alloys / high-performance steel) ได้สำเร็จ ก็จะลดการพึ่งพาการนำเข้าโลหะคุณภาพสูง เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเหล็กพิเศษภายในประเทศ และรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเหล็กต้นทุนต่ำสู่ตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของจีนในครั้งนี้ อาจสะท้อนถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น โอกาสในการพัฒนาและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการผลิตเหล็กรีไซเคิลและการขยายตลาดส่งออกวัสดุพิเศษ  โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่อาจได้รับประโยชน์จากการยกระดับห่วงโซ่อุปทานเหล็กในระดับสากล

สำหรับ อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กจีน มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กของโลก โดยระหว่างปี 2565 – 2567 มีการผลิตต่อปีราว 1,000 ล้านตันต่อปี และในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) ปริมาณการผลิต 818 ล้านตัน ลดลง 3.9  % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งปี 2568 การผลิตเหล็กของจีนจะน้อยกว่า 1,000 ล้านตัน ตามอุปสงค์เหล็กที่ลดลง 

ทั้งนี้ จีนยังเป็นผู้ส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ของโลก โดยการส่งออกมีการกระจายตัวไปยังหลายประเทศ แบ่งเป็น

เหล็ก (Iron And Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) 96.64 ล้านตัน  เพิ่มขึ้น 13.69 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่  เวียดนาม เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ผลิตภัณฑ์เหล็ก (Articles Of Iron Or Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.)  48.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17.45%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.