
เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน รายงานว่า อุตสาหกรรมเหล็กพิเศษจีน กำลังกลายเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศ เนื่องจากเหล็กประเภทนี้มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ อุตสาหกรรมอากาศยาน พลังงานสะอาด เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเหล็กพิเศษในฐานะ “สินค้ายุทธศาสตร์” เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการเหล็กทั่วไปในจีนลดลงจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รัฐบาลจีนจึงมีแผนเร่งปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กในปี พ.ศ. 2568-2569 โดยมุ่งเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณไปสู่การยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยี เช่น การสนับสนุนการผลิตเหล็กผ่านเตาไฟฟ้า (electric-arc furnace, EAF) และกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (low-carbon / green steel) เพื่อทดแทนการผลิตโดยใช้เตาหลอมถ่านหินในระบบดั้งเดิม (blast-furnace / basic-oxygen furnace) เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ
สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีนขณะเดียวกันก็ผลักดันเหล็กพิเศษให้เป็นวัสดุหลักในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศจีน
แนวโน้มในอนาคต หากจีนสามารถส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเหล็กคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งการรีไซเคิลเศษเหล็ก (scrap steel) และวัสดุโลหะผสมเฉพาะทาง (special alloys / high-performance steel) ได้สำเร็จ ก็จะลดการพึ่งพาการนำเข้าโลหะคุณภาพสูง เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเหล็กพิเศษภายในประเทศ และรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเหล็กต้นทุนต่ำสู่ตลาดโลก
การเปลี่ยนผ่านของจีนในครั้งนี้ อาจสะท้อนถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น โอกาสในการพัฒนาและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการผลิตเหล็กรีไซเคิลและการขยายตลาดส่งออกวัสดุพิเศษ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่อาจได้รับประโยชน์จากการยกระดับห่วงโซ่อุปทานเหล็กในระดับสากล
สำหรับ อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กจีน มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กของโลก โดยระหว่างปี 2565 – 2567 มีการผลิตต่อปีราว 1,000 ล้านตันต่อปี และในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) ปริมาณการผลิต 818 ล้านตัน ลดลง 3.9 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งปี 2568 การผลิตเหล็กของจีนจะน้อยกว่า 1,000 ล้านตัน ตามอุปสงค์เหล็กที่ลดลง
ทั้งนี้ จีนยังเป็นผู้ส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ของโลก โดยการส่งออกมีการกระจายตัวไปยังหลายประเทศ แบ่งเป็น
เหล็ก (Iron And Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) 96.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.69 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เวียดนาม เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ผลิตภัณฑ์เหล็ก (Articles Of Iron Or Steel) มีปริมาณการส่งออก ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) 48.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์